Main Content RSS FeedLatest Entry

Taxi

แท้กซี่คือหนึ่งในนวัตกรรมที่สุดยอดที่สุดของมนุษย์โลก มันสามารถช่วยให้คนไม่มีรถส่วนตัวและคนขี้เกียจขึ้นรถเมล์อย่างเราๆ สามารถไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย เป็นพาหนะเดียวที่คุณควรใช้บริการเวลาคุณ(ผม)”เมา”

ด้วยความที่แท้กซี่มีเกลื่อนไปหมด ก็ขึ้นอยู่กับดวงแล้วว่าเราจะได้เจอแท้กซี่แบบไหน  คุยกันถูกคอก็ดีไป แต่ถ้าซวยเจอแท้กซี่ที่ไม่ถูกชะตาขึ้นมา ก็จะเกิดอาการอึดอัดกระอักกระอ่วนอยากจะลงมันซะตรงนั้นแต่ก็ทำไม่ได้ เพราะเสียดายเงินค่าเริ่มต้นของแท้กซี่35บาท

ปกติผมจะขึ้นแท้กซี่บ่อยมาก เพราะว่าขี้เกียจรอรถเมล์ ขี้เกียจต่อรถหลายต่อ บางทีก็ต้องไปในที่ที่ไม่รู้จัก ไม่รู้อีกว่ารถเมล์มันจะไปยังไง ก็โบกมันซะเลยง่ายดี พอขึ้นไปผมก็มักจะเป็นฝ่ายชวนคนขับคุยก่อน คำถามdefaultก็ประมาณว่า รถติดไหมเพ่, ในเมืองฝนตกป่าว, ไรเทือกนั้น จะมีแท้กซี่บางคันที่จริงจังกับการโม้ ไม่รู้พี่แกไปเป็นกูรูมาจากทางไหน รู้เยอะจริงๆ ผมก็ฟังๆไป ฮาๆ

เท่าที่พอนึกออก เจอแบบเด็ดๆก็ประมาณ

แท้กซี่ธรรมมะ

เพิ่งดื่มเสร็จจากร้านเสวนา หน้า Major รัชฯ ก็ขึ้นแท้กซี่ วิทยุพี่แกก็กำลังฟังหลวงพ่อจรัลเลยทีเดียว … อึดอัดโครตๆ อารมณ์ประมาณเพิ่งกินเหล้ามา แล้วเปิดพระเทศน์ให้ฟังเนี่ยนะ..  ก็บอกพี่แกไป …. “พี่ครับ ขอฟังเพลงหน่อยดิ” เท่านั้นแหละ เหมือนกับไปกระตุกต่อมเมียด่าอะไรไม่รู้ พี่แกก็เทศน์แทนพระซะงั้น อธิบายความยิ่งใหญ่ของหลวงพ่อจรัล และคำสอน … บลาๆๆ แล้วก็ยังมีการแอบไปกัดวัดจานบินอีกว่าทำคำสอนของหลวงพ่อจรัลเสื่อมเสีย … มันสนุกตรงฟังดราม่านี่แหละ

แท้กซี่การเมือง

อันนี้เจอบ่อย ช่วงที่เสื้อแดงดุๆ แท้กซี่บางคันจะติดธงแดงไว้ชัดเจน บางคันไม่ติดธงแต่พอเข้ารถไปก็เปิดวิทยุคลื่นเสื้อแดงซะดังเลย … ชัดๆ อันนี้พูดอะไรไม่ค่อยได้มาก ถ้าเปิดประเด็นขึ้นมาเมื่อไหร่พี่แกก็พร้อมจะโวยวายไล่นายขึ้นมาทันที … เฮ้อ … เลี่ยงได้ก็เลี่ยงไป

แท้กซี่คนอิสาน

มักจะเจอเวลาจะกลับบ้านที่ต้องไปหมอชิด แท้กซี่ก็จะถามว่าจะไปจังหวัดอะไร พอบอกว่าจะไปขอนแก่น เหมือนกับการเปลี่ยนโหมดภาษาเขาซะงั้น กลายเป็นคนบ้านเดียวกันขึ้นมาทันที มีช่วงนึงผมเจอแท้กซี่อีสานบ่อยมาก จนรู้สึกผิดที่เกิดขอนแก่นแต่พูดอิสานไม่ได้กันเลย (แต่ผมฟังออกนะ)

แท้กซี่ยากจน

ตั้งแต่ขึ้นรถไป พี่แกก็เริ่มบ่นถึงความต้อยต่ำ การด้อยโอกาสทางการศึกษาทำให้พี่แกต้องกลายมาเป็นคนขับแท้กซี่ เช่ารถอู่ไปวันๆ พร้อมคำนวณรายรับรายจ่ายให้ฟังเสร็จสรรพ บอกว่าเหลือเงินกินข้าวแค่วันละร้อย ฟังๆไปในระยะทางสิบกว่าโล ก็เคลิ้มพอลงรถก็เลยจำเป็นต้องติ้บพี่แกไปหน่อย

ก็จะมีบางคันที่ชวนคุยแล้วไม่ค่อยคุยด้วย ไม่รู้จะอะไรนักหนา ก็ปล่อยๆไป …

หมดละมั้ง จบละกัน

Recent Entries

วิศวะคอมไม่ใช่ช่างซ่อมคอมนะเฟ้ย!! #2

แตกประเด็นจาก http://www.bugton.com/?p=16 ที่ผมเคยเขียนไว้เมื่อ 3 ปีก่อน (เฮ้ย บล็อกนี้มันแก่ขนาดนั้นแล้วเรอะ??)

สรุปใจความจากที่ผมเคยเขียนไว้ก็ประมาณว่า “วิศวกรคอมพิวเตอร์ซ่อมคอมไม่เป็น อย่ามาให้ผมซ่อมอะไรเลย!” เวลาผ่านไป ก็ต่อภาคสองละกัน

หวังว่าอะไรที่กำลังจะเล่าจะเป็นประโยชน์นะครับ

ทำไมต้องเรียนวิศวะคอม?

เหตุผลหลักข้อเดียวที่คุณควรที่จะเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ก็คือ “คุณชอบมัน(ชอบคอมๆ)” รองจากนั้นก็คือ คุณหลงไหลในเทคโนโลยี คุณใฝ่ฝันว่าคุณจะสามารถ”สร้าง”อะไรที่มีประโยชน์ให้กับโลก ไอ้ที่ว่า ชอบเล่นเกม ชอบเล่นเอ็มฯ ชอบพิมพ์เวิร์ดอาจจะพอเรียกว่าแรงบัลดาลใจได้ แต่มันไม่ดีพอที่จะเป็นเหตุผล เพราะฉะนั้นลองถามตัวเองจริงๆ ว่าคุณพร้อมจะฝากอีก 3/4 ของชีวิตไว้กับอาชีพนี้หรือไม่ ผมเคยเห็นเพื่อนที่เรียนแพทย์เพราะพ่อแม่สั่ง เรียนวิศวะคอม เพราะ “มีปัญญาเข้า” (ทั้งๆที่ชอบอย่างอื่นมากกว่า) แต่มันจะสนุกได้ยังไง ถ้าคุณไม่ได้ชอบมัน

วิศวะคอมไม่ใช่ช่างซ่อมคอม(เหรอ)?

คือมันเป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่งที่คิดว่า วิศวกรคอมพิวเตอร์จะซ่อมคอมได้เป็นเรื่องเป็นราว ที่ทำได้อย่างมากก็อาจจะเป็นการวินิจฉัยอาการเบื้องต้น วิเคราะห์ได้ว่าอะไรที่มันน่าจะเสีย แล้วก็เปลี่ยนมันซะ แต่คงไม่ใช่ระดับช่างคอมที่จะเอาโวลต์มิเตอร์ไปจิ้มดูว่าไฟมันลัดวงจรที่ไหน ทั้งช่างคอมและวิศวกรคอมพิวเตอร์ต่างก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน แค่ขับเคลื่อนระบบกันในคนละจุด

แต่สายงานของวิศวกรคอมฯก็ค่อนข้างจะต่างออกไป  แบ่งได้เป็น 3 สายหลักคือ

  • Software : เมื่อมีความต้องการจากลูกค้าที่จะสร้างSoftware วิศวกรซอฟท์แวร์ก็จะนำความต้องการนั้นมาวิเคราะห์ วางแผน พัฒนาระบบขึ้นมา(เขียนโปรแกรม) และส่งมอบให้ลูกค้าให้ตรงกับเวลาที่กำหนด
  • Hardware : ออกแบบและผลิตอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ (พวกEmbedded system) เพื่อไปใช้เป็นส่วนประกอบของระบบที่ใหญ่กว่า
  • Network  : ควบคุมระบบเครือข่ายขององค์กร(admin) หรืออาจจะเป็น ผู้ติดตั้งระบบ (SI) ที่จะนำอุปกรณ์เน็ทเวิคมาต่อพ่วงกันเป็นระบบ ให้สามารถส่งข้อมูลหากันได้ระว่างmachineหนึ่งๆ

ซึ่งบางงานอาจจะต้องการความรู้มากกว่าหนึ่งสาย ตอนเรียนก็ต้องเรียนทั้งหมด แล้วมาดูกันว่า จะเอาวิชาที่เรียนมาปะติดปะต่อสังเคราะห์ออกมาได้เป็นยังไงบ้าง ซึ่งคงไม่ได้ใช้ทั้งหมดที่เรียนมาหรอก อยู่ที่ว่างานได้ทำอะไร ในปัจจุบันนี้ งานสำหรับวิศวคอมถือว่าหาง่ายครับ(ถ้าไม่ได้เลือกงานมากเกินไป)

เรียนยากไหม?

บางคนอาจจะชอบเขียนโปรแกรม แต่ไม่ชอบไฟฟ้าอิเลกทรอนิกส์ บางคนอาจชอบเน็ทเวิคแต่ไม่ชอบเขียนโปรแกรม แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ที่หลายๆคนไม่รู้ว่าต้องเจอ ก็คือวิชาคณิตศาสตร์ กรณีนี้ทำเพื่อนผมร่วงไปแล้วหลายคน  เพราะฉะนั้น ต้องทำใจให้พร้อมเลยว่าคุณจะเจอมันทั้งหมดแน่(เขียนโปรแกรม ไฟฟ้า แมท) เรียนยากไหม เป็นคำถามที่โดนถามบ่อย คำตอบมันอยู่ที่แต่ละคนด้วย ว่าจะตั้งเป้าหมายในการเรียนไว้แค่ไหน ถ้ากะเอาเกียรตินิยมเลย ยังไงก็ยากครับ ถ้ากะแค่เรียนจบมีงานทำ มันไม่ยากหรอกครับ ทุกอย่างล้วนอยู่ที่ความตัวเราเองเท่านั้น บางคนติดเกม ติดหลังมอ(กินเหล้า) เรียนไม่จบ แล้วก็ไปโทษอาจารย์ว่าใ้ห้เกรดน้อย ข้อสอบยาก มันก็ไม่ใช่ (อันนี้ไม่ว่าจะคณะอะไรก็ตาม) สุดท้ายแล้วเราก็เป็นที่พึ่งสุดท้ายของตัวเราเองเท่านั้น

ช่วงมอปลายเป็นช่วงที่สำคัญมาก ที่จะต้องค้นหา และตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง ใช้เวลาคิดทบทวนมากๆ อะไรที่มีความสุขที่่จะทำ ก็ตั้งเป้าไว้แล้วพุ่งใส่มันซะ

Lucid dreaming

มันคงจะเป็นอะไรที่ดีมาก ถ้าจะมีสถานที่สักที่ ที่เราคือพระเจ้า เราสามารถควบคุมสสารต่างๆ แม้แต่กระทั่งควบคุมตัวเอง ทุกสิ่งที่เป็นไปมันเป็นไปตามที่เราต้องการ มันคือสถานอุดมคติที่ที่โลกแห่งความเป็นจริงให้ไม่ได้ … มันคือความฝัน

,Lucid dreaming พูดง่ายๆมันคือ “การรู้สึกตัวในฝัน” ไม่ว่าความฝันนั้นจะเป็นฝันดีหรือฝันร้าย เราก็จะสามารถดื่มด่ำกับสถาณการณ์นั้นได้มากกว่าปรกติ แต่มันไม่ใช่อะไรที่จะสามารถเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

ได้มีการวิจัยแบบจริงจัง และสรุปวิธีเข้าถึงสภาวะ Lucid dreaming ไว้ว่ามี 3 วิธี

  • เข้าถึงจากฝันปรกติ (DILD) – ปรกติที่เราฝันๆกันก็จะรู้สึกว่ามันเบี้ยวๆแปลกๆอยู่แล้ว แต่เราไม่ได้สนใจมัน และฝันต่อ ในการเข้าถึงด้วยวิธีนี้ ฝันก็จะดำเนินเรื่องราวไปสักพัก ก่อนที่คนฝันจะเริ่มสังเกตได้ว่ามันมีอะไรแปลกๆ (เรียกกันว่าเครื่องหมาย หรือ dream sign) จนกระทั่งรู้สึกตัวได้ว่า เขากำลังฝันอยู่
  • เข้าถึงโดยวิธีเหนี่ยวนำ (WILD) – ผู้ฝันจะระลึกตัวเองอยู่เสมอ ตั้งแต่เริ่มนอนไปจนรู้สึกเคลิ้มๆ ช่วงนี้หัวเราก็จะเบลอๆ จนกระทั่งภาพในฝันมันชัด และเรายังรู้สึกตัวได้อยู่ ก็จะถือว่าเข้าถึง lucid dream ได้แล้ว
  • การตรวจสอบการฝันอยู่เสมอ (MILD) – วิธีนี้ผู้ฝัน จะสมมติว่าตัวเองอยู่ในความฝันตลอดเวลา ไม่ว่าจะตอนหลับ และตอนตื่น ก็จะคอยถามตัวเองย้ำๆว่า “เรากำลังฝันไปใช่หรือไม่” และคอยมองหา dream sign อยู่เรื่อยๆ ถ้าพบก็จะรู้ตัวได้เลยว่า กำลังฝันอยู่ (วิธีนี้ผมว่าคนทำเนี่ย เข้าขั้นบ้าแล้วนะ)

หลายๆวิธีที่จะสามารถรู้สึกตัวได้ในความฝันมีจุดร่วมเดียวกันก็คือ “เราต้องมีสติอยู่” อันนี้คงไม่ได้ฝึกกันง่ายๆ แล้วก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าฝึกจนเก่งแล้วจะสามารถทำได้ทุกครั้งไป เพราะสมองมนุษย์เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าความรู้ของมนุษย์จะสามารถอธิบายได้

:-o

ที่เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะผมเพิ่งตื่นขึ้นมาจาก lucid dream แบบเดาๆครับ(เข้าถึงแบบแรก)

เรื่องราวในฝันคือ ผมกำลังนั่งกินข้าวอยู่ในร้านอาหารสักแห่งน่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยวเรือท่าสยาม = =” ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง ก็พบโปสเตอร์หนังแปะอยู่มากมาย  แล้วพลันสังเกตไปเห็นโปสเตอร์หนังมันเป็นรูปขยับได้ (เหมือนใน harry potter) ก็เริ่มเอะใจ จึงเพ่งวิเคราะห์เข้าไปในโปสเตอร์ ตอนนี้ในขอบเขตของตาผมมีแต่โปสเตอร์ใบนั้นแล้ว กลับพบว่ามันมีแค่ตัวหนังสือภาษาอังกฤษ หลายๆคำ กระจัดกระจายอยู่ทั่ว และแค่กระพริบตา ตัวหนังสือมันก็เปลี่ยนไป ตอนนี้ผมรู้สึกตัวแล้วว่าผมกำลังฝันอยู่ ในใจของก็คิดว่า “เฮ่ย เท่ว่ะ” แล้วก็ลองกระพริบตาซ้ำๆดูว่าตัวหนังสือมันจะเปลี่ยนเป็นอะไรบ้าง จะมีหวยให้ผมรวยไหม แต่มันก็แค่เปลี่ยนไปเรื่อย ไม่เป็นคำอะไรทั้งสิ้น

หลังจากสนุกกับการสังเกตตัวอักษร ได้พักหนึ่งแล้ว ผมก็อยากจะหันไปหาคนข้างๆให้มาดูด้วย แค่นั้นแหละ ก็รู้สึกตัวได้ว่าขยับตัวไม่ได้ ภาพที่ชัดๆก็เริ่มลางไป ไปติดในสภาวะหนึ่ง มึนหัวนิดๆ ในหัวก็ได้ยินเสียง “จี่” ดังมาก (อารมณ์คล้ายๆตอนโดนผีอำ แต่ไม่ได้ฝืนให้ร่างกายขยับขนาดนั้น) ตอนนี้ก็เริ่มกลัวแล้ว ว่าจะออกจากความฝันได้ไหม แต่หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็สามารถตื่นขึ้นมาพบกับโลกความเป็นจริงอันโหดร้ายได้สำเร็จ

ตื่นเต้นดีเหมือนกันนะ แต่หลังๆก็แอบเสียวอยู่ว่าจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาบอกรักพ่อซะแล้ว … จริงๆก็ไม่น่ามาเข้า lucidฯ ตอนนี้เลย อยากจะอยู่ในความฝันนั้นให้นานๆ นานอีกนิด

:x

อ้างอิง

http://en.wikipedia.org/wiki/Lucid_dream

http://www.dmc.tv/forum/index.php?showtopic=1961

http://www.dreamviews.com/community/showthread.php?t=1886

นิราศภูเขาทอง

๏ ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา
โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย
ทำบุญบวชกรวดน้ำขอสำเร็จ พระสรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย
ถึงสุราพารอดไม่วอดวาย ไม่ใกล้กรายแกล้งเมินก็เกินไป
ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน
ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืนฯ

* คัดลอกมาจาก wikipedia

นิราศภูเขาทอง แต่งโดยกวีเอกของโลก สุนทรภู่ … ส่วนตัวแล้วผมชอบโคลงบทนี้มากจริงๆ ท่องได้ตั้งแต่ประะถม ………

Facebook #1 : เฟสบุ้คขั้นแนะนำ

ห่างหายจากการอัพบล็อกไปนาน เนื่องจากไม่รู้จะอัพอะไรขึ้นมาดี ไม่ใช่อะไร จะบอกว่าโพสท์นี้ มันมีที่มา

ก็มีคนถามผมมาพอสมควร(โดยเฉพาะช่วงนี้) ว่าเฟสบุ้คมันเล่นยังไง อะไรเป็นอะไร โอ้ยงงไปหมดแล้ว แล้วก็พาลเลิกเล่นมันไปอย่างนั้น เดี๋ยววันนี้จะมาเล่าคร่าวๆถึงเฟสบุ้คละกันนะครับ สำหรับคนที่ไม่รู้จะเริ่มเลยยังไง ก็หวังว่าโพสท์นี้จะพาคุณทะลวงจุด เข้าสู่โลกเฟสบุ้คได้นะครับ ^^

เฟสบุ้คคืออะไร?

เฟสบุ้ค เป็น สังคมออนไลน์อันหนึ่งซึ่งจะมีจุดเด่นที่แอพพลิเคชั่นต่างๆที่มีให้เลือกใช้้อย่างมากมาย ที่เล่นกันก็จะเป็นเกมซะส่วนใหญ่ จุดประสงค์จึงต่างกับของ Hi5 ที่จะเน้นไปด้านการนำเสนอตัวเองซะมากกว่า (ถึงเดี๋ยวนี้Hi5จะมีเกมเล่น แต่ผมก็ว่ามันยังไม่เวิค) ใครที่สามารถย้ายจากเล่น Hi5 มาเล่น Facebook ได้ ก็จะเกิดอาการติดFBอย่างไม่น่าเชื่อ

(รูปค่อนข้างเยอะครับ คลิกอ่านต่อละกัน)

Read More..